ทฤษฎีควอนตัม

ค.ศ. 1900 ปรากฏการณ์ธรรมชาติแทบทุกอย่างสามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ของนิวตันและทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแม็กซ์เวลล์ (หรือทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า) แต่ยังมีบางปรากฏการณ์ที่ทฤษฎีทั้งสองไม่สามารถอธิบายได้ ปรากฏการณ์นั้นคือการแผ่รังสีของวัตถุด า ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก ปรากฏการณ์ควอนตัมและสเปกตรัมของอะตอม ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุของการก าเนิดทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า ทฤษฎีควอนตัม (quantum theory) ซึ่งเสนอโดย แม็กซ์ แพลงค์ เพื่อใช้อธิบายกรณีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากวัตถุดำ

ในปี ค.ศ.1900 แม็กซ์ แพลงค์ (Max Planck) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ตีพิมพ์ทฤษฎีที่อธิบายถึงการปล่อยสเปกตรัมออกจากวัตถุดา ซึ่ง 18 ปีต่อมา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ทฤษฎีควอนตัม(quantum theory) กล่าวว่าพลังงานไม่ได้คงอยู่แบบต่อเนื่องกันแต่อยู่เป็นกลุ่มพลังงานที่เรียกว่าควอนตัม(quantum)

เลขควอนตัม
เลขควอนตัม (quantum numbers) จากการแก้สมการของชเรอดิงเงอร์เพื่อหาพลังงานและบริเวณที่จะพบอิเล็กตรอนในสามมิติ มีเลขเลขควอนตัม 3 ชนิดคือ เลขควอนตัมหลัก เลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุมและเลขควอนตัมแม่เหล็ก เลขควอนตัมแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง เลขควอนตัมเหล่านี้ใช้บอกระดับพลังงาน ขนาด รูปร่าง และทิศทางของออร์บิทอลเชิงอะตอม และอิเล็กตรอนที่อยู่ในออร์บิทัลนั้น เลขควอนตัมชนิดที่สี่คือ เลขควอนตัมสปิน ใช้ระบุพฤติกรรมของอิเล็กตรอนหนึ่งๆ ในอะตอม

1) เลขควอนตัมหลัก (principal quantum, n) เลขที่แสดงระดับพลังงานหลักหรือแสดงถึงระยะห่างจากนิวเคลียสและระดับพลังงานของอิเล็กตรอน (หรือเรียกว่า shell) โดย n มีค่า 1, 2, 3,… โดยถ้าn = 1 จะอยู่ใกล้นิวเคลียสมากที่สุดและมีค่าพลังงานต่าที่สุดซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎีของโบร์ n ยิ่งมีค่ามาก อิเล็กตรอนยิ่งมีระดับพลังงานอยู่ห่างจากนิวเคลียสมากออร์บิทัลนั้นก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย นอกจากนี้ค่า nเป็น 1, 2, 3, ….แทนระดับพลังงงาน 1, 2, 3, … และแทนด้วยตัวอักษร K, L, M … ตามลาดับ และเรียกพลังงานหลักหรือเชลล์ (main level หรือ main shell)
2) เลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุม (angular momentum quantum, l) เลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุม บอกถึงโมเมนตัมเชิงมุมสาหรับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส กล่าวคือ ถ้า l มีค่าสูงแสดงว่า อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ด้วยโมเมนตัมเชิงมุมสูง และมีพลังงานสูงด้วย อีกนัยหนึ่งคือเลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุม บอกรูปร่างของออร์บิทัลที่อิเล็กตรอนนั้นครอบครองอยู่ ค่า l ขึ้นกับเลขควอนตัมหลัก n ดังนี้l เป็นจานวนเต็มมีค่าตั้งแต่ 0, 1, 2, …… ถึง (n-1) กล่าวคือ
ถ้า n = 1 l จะมีค่าได้ 1 ค่า คือ 0
ถ้า n = 2 l จะมีค่าได้ 2 ค่า คือ 0 และ 1
ถ้า n = 3 l จะมีค่าได้ 3 ค่า คือ 0, 1 และ 2
ถ้า n = n l จะมีค่าได้ 0, 1, 2, 3,…… (n-1)

ค่า l ต่างๆ มักระบุเป็นตัวอักษร s, p, d … แทน ดังนี้
เมื่อ l = 0 ตรงกับระดับย่อย s เรียกว่า s (sharp)
l = 1 ตรงกับระดับย่อย p เรียกว่า p (principle)
l = 2 ตรงกับระดับย่อย d เรียกว่า d (diffuse)
l = 3 ตรงกับระดับย่อย f เรียกว่า f (fundamental)

นั่นคือ ถ้า l = 0 เรียกว่า s-ออร์บิทัล ถ้า l = 1 เรียกว่า p-ออร์บิทัล เป็นต้น
ลาดับตัวอักษร s, p, d และ f มีความเป็นมาคือ นักฟิสิกส์ที่ศึกษาสเปกตรัมเปล่งแสงของอะตอมพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างเส้นสเปกตรัมที่พบกับระดับพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง สังเกตพบว่า สเปกตรัมบางเส้นมีลักษณะคมชัด (sharp) บางเส้นมีลักษณะพร่า (diffuse) บางเส้นมีลักษณะเป็นเส้นเข้ม และนับเป็นเส้นหลัก (principal) ตัวอักษรนาหน้าชื่อสเปกตรัมในภาษาอังกฤษจึงถูกนามาใช้แทนระดับพลังงานหรือออร์บิทัล อย่างไรก็ตามหลังจากตัวอักษร d และต่อด้วยอักษร f แล้ว สามารถระบุออร์บิทัลตามลาดับตัวอักษร กลุ่มออร์บิทัลที่มีเลขควอนตัมหลัก n เท่ากัน เรียกว่า วงหรือชั้น (shell) ออร์บิทัลที่มีค่า n และ l ชุดเดียวกันมักเรียกว่าชั้นย่อยหรือระดับพลังงานย่อย (subshell)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s